ว่านที่ไม่ควรปลูกในบ้านเด็ดขาด

ว่านที่ไม่ควรปลูกในบ้านเด็ดขาด

1.ว่านเพชรหลีก หรือว่านเพชรตาเหลือก หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นว่านพญาลิ้นงู เพราะมีลักษณะใบที่คล้ายกัน แต่ว่านเพชรหลีกจะมีลักษณะใบที่กว้างใหญ่มากกว่าใบกระเทียม ส่วนว่านพญาลิ้นงูจะมีใบที่ยาวและเรียวเล็กส่วนใหญ่มีโคนใบสีน้ำตาล หรือบางทีสีน้ำตาลอาจจางไปก็มีเช่นกัน แต่ใบของว่านเพชรหลีกจะมีความสั้นกวาว่านพญาลิ้นงู หัวของว่านเพชรหลีกจะเป็นหัวสีขาวคล้ายหัวกระเทียม แต่หัวมีขนาดใหญ่กว่าเหมือนกับหัวหอมใหญ่

คนโบราณเชื่อว่า หากพกหาหัวว่านของว่านเพชรหลีกจะมีพุทธคุณทางด้านความแคล้วคลาดปลอดภัยจกอันตราย หรือสิ่งไม่ดีทั้งปวงคนโบราณบางกลุ่มอาจนำไปใช้ในความเชื่อที่ว่าเป็นว่านคงกระพัน  แต่ว่านเพชรหลีกตามตำราโบราณบางตำราบอกว่าไม่เหมาะหากนำว่านชนิดนี้มาปลูกไว้ในบ้านจะทำให้ไม่มีโชคลาภ  และไม่เหมาะกับคนชอบเสี่ยงโชคลาภ หรือหวังลาภลอย ตามชื่อของเพชรหลีก คือหลีกหนีโชคลาภ และทรัพย์สินที่มีก็จะลดน้อยลงไปเรื่อย ซึ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

2.ว่านตอด หรือต้นช้างร้อง เป็นว่านที่คนรู้จักกันน้อยมาก เป็นว่านสุดยอดอันตรายจนมีคำกล่าวว่า ว่านตอดนั้นไม่ใช่เป็นเพียงตอดเล็กตอดน้อย หากแต่พิษมีความร้ายแรงเทียบได้กับพิษของงูเห่า หรืองูจงอางเลยทีเดียว ว่านตอดนั้น เป็นว่านที่ปิดบังข้อมูลกัน เพราะต้องการจะให้เป็นความลับเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่นเพื่อใช้ในการป้องกันอาณาบริเวณบ้าน หรือเพื่อช่วยป้องกันทรัพย์สิน กันขโมยใช้สำหรับปลูกเป็นประตูรั้วในสวนไม่ให้มีใครมาละลาบละล้วง เข้าในขโมยผลไม้ในสวน หรือสถานที่อื่นๆที่หวงห้าม เพราะถ้าใครไปสัมผัสถูกใบว่านนี้เข้าก็จะเกิดอาการคันทั่วตัวเลยทันที ทำให้ไม่สามารถมีใจที่จะเข้าไปขโมยอะไรได้ ซึ่งผู้ปลูกหรือสมาชิกในครอบครัวเองก็ต้องระมัดระวังตนเอง เพราะอาจจะพลั้งเผลอไปโดนเข้าโดยไม่ตั้งใจ

ว่านตอด ชาวบ้านหรือพรานป่าจะเรียกว่า ต้นช้างร้อง เพราะแม้กระทั่งช้างที่มีผิวหนังหนาโดนใบว่านนี้เข้าไปก็จะร้องบอกบริวารและพรรคพวกไม่ให้เข้าไปใกล้จึงเป็นที่มาของชื่อ ว่านช้างร้อง และใครที่ไม่รู้จักการเดินป่า หากผิวไปสัมผัสถูกใบของว่านแล้ว ในขั้นแรกจะปรากฏเป็นผื่นคัน คันตามผิวหนังชนิดรุนแรง มีความปวดแสบปวดร้อน ทรมาน มีความดันกว่าหมามุ่ยหลายเท่า คันจนถึงกระดูกและคันตามตัวไปทั่วร่างกาย เกิดการอักเสบเป็นแผลลุกลามลุกลาม ต่อมาจะกลายเป็นแผลแดงและเป็นแผลลึกลงไปถึงกระดูกถ้ารักษาไม่ถูกจุดจะลุกลามกลายเป็นแผลใหญ่ และเมื่อโดนน้ำหรืออาบน้ำพิษก็จะกำเริบมากขึ้นกว่าเดิม หากไม่รักษาภายใน 15 วันอาจจะเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

ซึ่งตามตำราสมุนไพรได้บันทึกวิธีรักษาโดยเบื้องต้นไว้ว่า ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันไม่อาจวิเคราะห์และใช้ยารักษาให้หายได้ แต่จะแก้ได้ด้วยการใช้สมุนไพรและว่านบางชนิดตามตำหรับโบราณเท่านั้น

สำหรับใครที่ปลูกว่านตอด ต้องปลูกว่านถอนพิษไว้ด้วยเพื่อแก้พิษได้ทัน

วิธีรักษาและวิธีถอนพิษว่านตอด

1.ก่อนจะปลูกว่านตอด จะต้องหาว่านแก้พิษ คือพญาว่าน หรือ จ่าว่าน ซึ่งเป็นคนละชนิดกันให้ได้เสียก่อน เผื่อฉุกเฉินจะได้นำเอาหัวว่านดังกล่าว มาฝนกับน้ำซาวข้าวแก้พิษ หรือนำหัวพญาว่าน หรือหัวจ่าว่าน นำมาโขลก คั้นเอาน้ำผสมเหล้าโรงดื่ม จะสามารถทำลายพิษว่านตอดได้

2.ใช้พญาว่าน หรือจ่าว่าน ตำแล้วพอกบริเวณที่โดนว่านตอด อาการก็จะทุเลาลงได้ในไม่ช้า

3.นำน้ำมะนาว ปูนขาว ยาสูบ ตำผสมกันใส่เล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบทาบริเวณที่ถูกว่านตอด จะหายในทันที

4.ใช้น้ำคั้นจากใบยาสูบ ชุบสำลีทาตลอดเวลา ทาจนยาแห้ง แล้วใช้ว่านต่อไปนี้รักษาคือ ว่านขอทองแก้ และว่านแก้ ทาและต้มดื่ม

5.การเอาจนว่านตอดออก ต้องใช้เทียนไขลนไฟให้อ่อนแล้วนำมากลิ้งบริเวณผิวหนัง เพื่อให้ขนว่านหลุดติดออกมากับเทียน หรือเอากะปิปั้นเป็นก้อนแล้วเอามาคลึงแผลที่ถูกตอดก็จะถอนขนพิษออกได้ หรือจะนำกะปิผสมมะนาวทา หรือขมิ้นผสมปูนแดงกินหมากก็ช่วยได้

อันตรายของว่านตอดเป็นเรื่องที่น่ากลัว ดังนั้นมาทำความรู้จักว่านชนิดนี้เพื่อจะได้ป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจะดีที่สุด

ว่านตอด มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด

ชนิดที่1. ต้นลักษณะเหมือนใบหนาด มีขนเล็กเล็กอยู่ทั่วทั้งใบ

ชนิดที่ 2 ต้นเหมือนใบขมิ้น 

ชนิดที่ 3 ต้นเหมือนใบยอ แต่ใบจะสากไม่เลื่อมเป็นมันเหมือนใบยอ ลักษณะลำต้นและใบอวบ สูงราวประมาณ 1 เมตร เป็นไม้พุ่มมีพิษที่ใบ ใบหรือทรงพุ่มดูเผินๆจะเหมือนกับต้นยอบ้าน และที่ใบของว่านตอดแต่ละชนิดจะมีขนเล็กๆอยู่

ว่านตอดเป็นว่านที่มีแต่อันตราย ไม่มีสรรพคุณทางยาหรือทางสมุนไพรใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นใครที่อยากอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายาก หรือชอบเดินป่าก็ควรศึกษาและทำความรู้จักกับว่านตอดเอาไว้จะปลอดภัยที่สุด

ต้นไม้แต่งบ้าน ต้นไม้แต่งคอนโด ต้นไม้ฟอกอากาศ

บทความน่าสนใจ